แอตเลติโก แพ้ เรอัล 1-2: ลูกยิงสุดสวยของบัลเบร์เด อนาคตอลอนโซ และดราม่าวินิซิอุส ปะทะ ซิเมโอเน
mammothouterwear.com – แอตเลติโก แพ้ เรอัล 1-2 ในศึกดาร์บี้แมตช์ที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด ณ เมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ส่งผลให้ “ราชันชุดขาว” ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ซูเปร์โกปา เด เอสปันญา ไปพบกับ บาร์เซโลนา ในวันอาทิตย์นี้ เกมดังกล่าวไม่เพียงมีไฮไลต์ในสนาม แต่ยังเต็มไปด้วยประเด็นนอกเกม ทั้งผลงานของนักเตะตัวหลัก ปัญหาแนวรับ และดราม่าริมเส้นที่กลายเป็นที่พูดถึงอย่างมาก
ภาพรวมเกมดาร์บี้มาดริดที่เดือดตั้งแต่นาทีแรก
ประตูเร็วสร้างความได้เปรียบให้เรอัล มาดริด
เกมเริ่มได้ไม่ถึงสองนาที เรอัล มาดริด ก็ออกนำอย่างรวดเร็วจากลูกฟรีคิกระยะไกลของ เฟเดริโก บัลเบร์เด ที่ซัดเต็มแรงจากระยะเกือบ 30 หลา บอลพุ่งแรงและแฉลบเล็กน้อยก่อนผ่านมือ แยน โอบลัค เข้าประตูไปอย่างสวยงาม ประตูนี้ใช้เวลาเพียง 76 วินาที นับเป็นประตูที่เร็วที่สุดของรายการซูเปร์โกปาในศตวรรษที่ 21
หลังจากนั้น แอตเลติโก มาดริด เริ่มตั้งเกมได้ดีและครองบอลมากขึ้น มีโอกาสลุ้นจากลูกตั้งเตะและจังหวะโหม่งหลายครั้ง โดยเฉพาะ อเล็กซานเดอร์ ซอร์ลอธ ที่เกือบตีเสมอได้ แต่ยังขาดความเฉียบคมในจังหวะสุดท้าย
บัลเบร์เด: ผู้นำตัวจริงของราชันชุดขาว
ประตูปลดปล่อยความกดดันทั้งทีม
การฉลองประตูของบัลเบร์เดเต็มไปด้วยอารมณ์ เขาตะโกนสุดเสียงและแสดงออกถึงความมุ่งมั่น นี่คือช่วงเวลาปลดปล่อย หลังต้องเล่นในตำแหน่งแบ็กขวาที่ไม่ถนัดตลอดฤดูกาล และเผชิญเสียงวิจารณ์บนโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง
นอกจากประตูสุดสวย กัปตันทีมเรอัล มาดริด ยังมีบทบาทสำคัญในเกมรับ ทั้งการสไลด์แท็กเกิลและการตัดบอล รวมถึงแอสซิสต์สำคัญที่นำไปสู่ประตูที่สองของทีม แสดงให้เห็นว่าเขายังคงเป็นนักเตะที่ขาดไม่ได้ในยุคของ ชาบี อลอนโซ

โรดรีโกกับการฟื้นคืนฟอร์มที่น่าประทับใจ
จากตัวสำรองสู่ผู้เปลี่ยนเกม
หนึ่งในข่าวดีที่สุดของเรอัล มาดริด ช่วงสองเดือนหลังคือการกลับมาของ โรดรีโก ช่วงต้นฤดูกาล เขาแทบไม่มีบทบาท และเคยถูกมองว่าอาจย้ายทีม แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปในเกมแชมเปียนส์ลีกกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เขาได้ออกสตาร์ทและทำประตูแรกในรอบ 32 นัด
ในเกมนี้ โรดรีโกโชว์ความเฉียบคมอีกครั้ง ในนาทีที่ 55 เขารับบอลจากบัลเบร์เด หลบแนวรับก่อนยิงผ่านโอบลัคอย่างเด็ดขาด ช่วยให้เรอัล มาดริด หนีห่างเป็น 2-0 แม้จะมีอาการบาดเจ็บเล็กน้อยหลังทำประตู แต่ฟอร์มโดยรวมของเขาทำให้ทีมมีความหวังอย่างมากก่อนนัดชิง

ปัญหาเกมรับของเรอัล มาดริด ที่ยังแก้ไม่ตก
เสียประตูง่าย และเปิดพื้นที่มากเกินไป
แม้จะเป็นฝ่ายชนะ แต่แนวรับของเรอัล มาดริด ยังคงน่าเป็นห่วง หลังจากขึ้นนำ 2-0 ทีมกลับเสียประตูเพียงสามนาทีต่อมา จากจังหวะครอสทางด้านข้างและการโหม่งระยะใกล้ของซอร์ลอธ
ตลอดทั้งเกม แนวรับราชันถูกเจาะจากลูกครอสและการวิ่งสอดจากด้านหลังหลายครั้ง ผู้รักษาประตูอย่าง ติโบต์ กูร์กตัวส์ ต้องออกแรงเซฟหลายหนเพื่อรักษาสกอร์เอาไว้ การเปลี่ยนตัวแนวรับช่วงท้ายยังทำให้ทีมต้องใช้แผงหลังที่ไม่คุ้นเคย ส่งผลให้การยืนตำแหน่งดูสับสน
ชาบี อลอนโซ กับแรงกดดันที่ยังไม่หายไป
ชนะต่อเนื่อง แต่ยังไม่ใช่ “ทีมในแบบของเขา”
แม้เรอัล มาดริด จะชนะติดต่อกันหลายเกม แต่รูปแบบการเล่นยังไม่ชัดเจน เกมยังพึ่งพาความสามารถเฉพาะตัวของนักเตะมากกว่าระบบทีม สไตล์ฟุตบอลเพรสซิ่งสูงและเกมรุกแนวตั้งแบบที่อลอนโซเคยทำได้ดีกับทีมเก่า ยังไม่ปรากฏอย่างเต็มที่
แดนกลางขาดความต่อเนื่อง และเกมรับยังมีข้อผิดพลาดซ้ำ ๆ ทำให้เกิดคำถามว่า ขุมกำลังชุดนี้เหมาะกับแนวคิดของเขามากน้อยแค่ไหน
นัดชิงกับบาร์เซโลนา คือบทพิสูจน์สำคัญ
การเจอกับบาร์เซโลนาที่ฟอร์มกำลังร้อนแรงในรอบชิงซูเปร์โกปา จะเป็นบททดสอบสำคัญของอลอนโซ ไม่ใช่แค่เรื่องถ้วยแชมป์ แต่รวมถึงอนาคตของเขาบนเก้าอี้กุนซือเรอัล มาดริด หากผลงานไม่ convincing เสียงวิจารณ์จะกลับมาอีกครั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดราม่าริมสนาม: วินิซิอุส จูเนียร์ ปะทะ ดิเอโก ซิเมโอเน
คำพูดยั่วยุและเหตุชุลมุนเล็ก ๆ
อีกหนึ่งประเด็นร้อนของเกมคือเหตุปะทะคารมระหว่าง วินิซิอุส จูเนียร์ กับ ดิเอโก ซิเมโอเน มีภาพจากการถ่ายทอดสดที่เหมือนจะจับได้ว่าซิเมโอเนพูดจายั่วยุใส่นักเตะเรอัล มาดริด หลายครั้งตลอดเกม
จุดเดือดเกิดขึ้นตอนวินิซิอุสถูกเปลี่ยนตัว เสียงโห่จากแฟนบอลดังทั่วสนาม ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะมีการโต้เถียงกันริมเส้น จนสตาฟฟ์ต้องเข้ามาห้าม และซิเมโอเนถูกผู้ตัดสินแจกใบเหลือง
บทสรุป: ชัยชนะที่ยังทิ้งคำถาม
เรอัล มาดริด บรรลุเป้าหมายหลักด้วยการผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศซูเปร์โกปา เด เอสปันญา แต่ผลงานโดยรวมยังไม่สมบูรณ์แบบ ทั้งปัญหาแนวรับ ความไม่ชัดเจนของระบบทีม และแรงกดดันที่ถาโถมใส่ชาบี อลอนโซ
นัดชิงกับบาร์เซโลนาในวันอาทิตย์นี้ จะเป็นมากกว่าเกมชิงแชมป์ เพราะมันคือการพิสูจน์ทิศทางของทีม และอาจเป็นตัวชี้วัดอนาคตของเรอัล มาดริด ในฤดูกาลนี้อย่างแท้จริง