เหตุการณ์ขัดแย้งระหว่าง เหตุการณ์เจเรซ วาเลนติโน รอสซี 2005 กับ เซเต กิเบอร์เนา ที่ทำให้นักแข่งรายหนึ่ง “หมดศรัทธา” ใน MotoGP
mammothouterwear.com – เหตุการณ์เจเรซ วาเลนติโน รอสซี 2005 (Valentino Rossi) และ เซเต กิเบอร์เนา (Sete Gibernau) ถือเป็นหนึ่งในความขัดแย้งที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ MotoGP โดยเฉพาะในการแข่งขัน Spanish Grand Prix ปีที่สนาม เฆเรซ (Jerez) ซึ่งทำให้กิเบอร์เนายอมรับว่าเป็นช่วงเวลาที่เขาเริ่ม “หมดศรัทธา” ในกีฬานี้
บทความนี้จะนำเสนอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มุมมองของกิเบอร์เนา และผลกระทบของเหตุการณ์ดังกล่าวต่อ MotoGP ในระยะยาว
จุดเริ่มต้นของการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่าง Rossi และ Gibernau
ในช่วงต้นถึงกลางยุค 2000 นั้น MotoGP เต็มไปด้วยการแข่งขันที่เข้มข้น โดยคู่ปรับที่โดดเด่นที่สุดคู่หนึ่งคือ Rossi vs Gibernau
ทั้งสองแลกตำแหน่งแชมป์และชัยชนะกันหลายครั้งในฤดูกาล 2003, 2004 และ 2005 ทำให้เกิดบรรยากาศแห่งความตึงเครียดบนสนามและความสนใจจากแฟนทั่วโลก
โดยเฉพาะ การแข่งขัน Spanish Grand Prix ปี 2005 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ
Jerez 2005 – เหตุการณ์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุด
การปะทะในโค้งสุดท้าย
ในการแข่งขันที่เฆเรซ ทั้ง Rossi และ Gibernau ขับเคี่ยวกันตลอดทั้งเรซจนถึงโค้งสุดท้าย
-
Rossi พยายามแซงจากด้านใน
-
เกิดการปะทะกันเล็กน้อย
-
Gibernau ถูกดันออกนอกเส้นทาง
-
Rossi เข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่ง
-
Gibernau ได้อันดับสอง
ถึงแม้จะไม่มีอุบัติเหตุรุนแรง แต่ภาพเหตุการณ์นั้นกลายเป็นสัญลักษณ์ของการแข่งขันที่ “ดุเดือดแบบถึงเนื้อถึงตัว” ใน MotoGP
ไม่มีบทลงโทษ และจุดเริ่มต้นของความไม่พอใจ
สิ่งที่ทำให้กิเบอร์เนาไม่พอใจมากคือ กรรมการไม่ลงโทษ Rossi แม้จะเกิดการปะทะที่ชัดเจน
ในบทสัมภาษณ์กับ Moto.it กิเบอร์เนากล่าวว่า:
“ใช่ เขาชนผมในโค้งสุดท้าย ผมออกไปนอกแทร็ก เขาไม่โดนลงโทษเลย และนั่นคือจุดที่ผมเริ่มหมดศรัทธาในกีฬา”
เขาย้ำว่ากีฬานี้ ไม่ใช่กีฬาแบบปะทะตัวต่อตัว และไม่ควรได้รับการยอมรับให้ใช้ความรุนแรงเพื่อแย่งตำแหน่ง
ความรู้สึกของ Gibernau ต่อเหตุการณ์นี้
ความผิดหวังที่สะสมมาหลายปี
กิเบอร์เนาระบุว่าความตึงเครียดกับ Rossi ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในปี 2005 แต่สะสมมาตั้งแต่:
-
ฤดูกาล 2003
-
ฤดูกาล 2004
-
ฤดูกาล 2005
เขากล่าวว่า:
“มันเกิดขึ้นหลายครั้ง ผมไม่เข้าใจว่านี่ไม่ใช่กีฬาปะทะ แต่ทุกอย่างก็ยังเกิดขึ้นได้ ผมเริ่มรับไม่ได้ และผมก็เสียมันไป”
กิเบอร์เนายอมรับว่าเหตุการณ์ภายในวงการ และความรู้สึกว่า “ความยุติธรรมไม่เกิดขึ้น” ทำให้เขาเริ่มห่างจากกีฬานี้
ผลกระทบระยะยาวต่อ MotoGP และนักแข่งรุ่นหลัง
จุดเริ่มต้นของสไตล์การแข่งแบบรุนแรง
กิเบอร์เนาเชื่อว่าการที่ Rossi ไม่ถูกลงโทษกลายเป็น “ต้นแบบ” ให้นักแข่งรุ่นหลังเข้าใจผิดว่า:
“นี่คือวิธีที่จะเอาชนะได้”
เขาอธิบายว่า:
-
Moto3, Moto2, MotoGP — ผู้เข้าแข่งขันทุกคนกล้าหาญอยู่แล้ว
-
ความกล้าไม่ใช่การชนคู่แข่ง
-
ถ้าจะชนควรไปชกมวย ไม่ใช่ขี่มอเตอร์ไซค์
เขายังกล่าวถึง Marc Marquez ว่าเป็นตัวอย่างของนักแข่งรุ่นหลังที่ใช้สไตล์เข้าปะทะเช่นกัน ซึ่งกลายเป็นปัญหาในหลายเรซ
ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นและความคิดในมุมของ “คนเป็นพ่อ”
กิเบอร์เนายังเล่าว่า หากเขาเป็นพ่อ เขาจะไม่อยากให้ลูกลงแข่งในกีฬาที่การชนเป็นเรื่องปกติ
“ความกล้าคือการควบคุมมอเตอร์ไซค์ ไม่ใช่การชนคู่แข่ง ถ้าผมเป็นพ่อ ผมคงไม่อยากให้ลูกแข่งในแชมเปี้ยนชิพแบบนั้น”
เขามองว่า MotoGP นั้นอันตรายอยู่แล้ว และการส่งเสริมการปะทะจะยิ่งทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
สุดท้ายแล้ว Gibernau เลือกเดินออกจาก MotoGP
สำหรับกิเบอร์เนา เหตุการณ์ในปี 2005 คือจุดที่เขารู้ว่า:
“นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการอีกต่อไป”
เขาจึงตัดสินใจ เลิกแข่งและแขวนหมวกกันน็อค ทั้งที่ยังมีสัญญาเหลืออีกหนึ่งปีกับ Ducati
บทสรุป — เหตุการณ์ Jerez 2005 ที่ยังจำได้จนถึงวันนี้
เหตุการณ์ระหว่าง Valentino Rossi และ Sete Gibernau ใน Jerez 2005 ยังคงเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในโลก MotoGP เพราะมันสะท้อนทั้ง:
✔ ความเข้มข้นของการแข่งขัน
✔ ความขัดแย้งระหว่างนักแข่ง
✔ คำถามเกี่ยวกับความยุติธรรมของกีฬา
✔ ผลกระทบต่อสไตล์การแข่งของรุ่นหลัง
สำหรับแฟนความเร็ว เหตุการณ์นี้คือ ตำนาน
แต่สำหรับกิเบอร์เนา เหตุการณ์นั้นคือ จุดที่ทำให้เขาเสียศรัทธา