แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด vs แมนเชสเตอร์ ซิตี้: ศึกแท็กติก ผู้เล่นตัวหลัก และอิทธิพลของบรรยากาศดาร์บี้แมตช์
mammothouterwear.com – แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด vs แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ศึกดาร์บี้แมตช์ครั้งที่ 198 ระหว่าง กำลังได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นเกมแรกของ ไมเคิล คาร์ริค ในฐานะหัวหน้าโค้ชชั่วคราวของ “ปีศาจแดง” ขณะที่ เป๊ป กวาร์ดิโอลา และ “เรือใบสีฟ้า” ต้องการ 3 คะแนนเพื่อไล่กดดัน อาร์เซนอล จ่าฝูงพรีเมียร์ลีกในเวลานี้ ด้านยูไนเต็ดเองกำลังเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบากหลังการปลด รูเบน อาโมริม และการออกจากถ้วย FA Cup ตั้งแต่รอบแรก ทำให้เกมนี้มีความหมายทั้งด้านแท็กติก จิตวิทยา และบรรยากาศรอบสนาม
บรรยากาศดาร์บี้แมตช์: แรงกดดันและผลกระทบต่อทั้งสองทีม
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด: รวมพลังแฟนบอลเพื่อผลลัพธ์ที่ต้องการ
บรรยากาศในฝั่งยูไนเต็ดช่วงนี้เต็มไปด้วยความไม่พอใจและความแตกแยกในหมู่แฟนบอล อย่างไรก็ตามแมตช์ดาร์บี้มักเป็นเกมที่รวมทุกฝ่ายให้กลายเป็นหนึ่งเดียว เป้าหมายคือหยุดคู่ปรับร่วมเมืองและเรียกศรัทธากลับคืนมา หากคาร์ริคสามารถพาทีมออกสตาร์ทด้วยผลการแข่งขันที่ดี การคุมทีมช่วง 4 เดือนที่เหลือจะเริ่มต้นอย่างสมบูรณ์แบบ
แมนเชสเตอร์ ซิตี้: ความคาดหวังในการครองเกมและควบคุมจังหวะ
ฝั่งซิตี้มักถูกคาดหวังว่าจะครองบอลด้วยสไตล์ “พันล้านพาส” ของเป๊ป แต่ฤดูกาลนี้ตัวผู้เล่นเริ่มมีแนวโน้มเกมรุกมากขึ้น ทำให้ทีมเสียพื้นที่และเปิดช่องให้คู่แข่งสวนกลับได้มากกว่าเดิม ถึงอย่างนั้น องค์ประกอบเชิงเทคนิคและประสบการณ์ของซิตี้ช่วยให้พวกเขาเล่นเกมเร็วได้ดีขึ้น โดยเฉพาะหากเกมเปิดหน้าบู๊แลกกับยูไนเต็ด
รูปแบบแท็กติก: แนวทางที่คาดว่าจะเห็นในสนาม
แท็กติกของเป๊ป กวาร์ดิโอลา: ครองบอลควบคุมแดนกลาง
หากซิตี้ส่ง แบร์นาร์โด ซิลวา คู่กับ โรดรี้ ลงคุมแดนกลาง จะทำให้ทีมครองจังหวะเกมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป๊ปต้องป้องกันเกมสวนกลับของยูไนเต็ดที่สร้างปัญหามาตลอดหลายปีที่ผ่านมา การต่อบอลจากหลังไปหน้าอย่างนิ่งและการถอยคืนเพื่อรักษาบล็อกบอลจะเป็นกุญแจสำคัญ
ผู้เล่นริมเส้นอย่าง เจเรมี โดกู และ อองตวน เซเมนโย จะเป็นตัวเร่งเกมรุกจากด้านข้าง พร้อมตัวเชื่อมเกมอย่าง ฟิล โฟเดน, ทิจานี เรย์นเดอร์ส หรือ รายาน แชร์กี ที่ทำให้แดนกลางมีความยืดหยุ่นทั้งเกมรับและเกมรุก
แท็กติกของไมเคิล คาร์ริค: ยึด 4-2-3-1 ไปสู่เกมสวนกลับ
ผลงานของคาร์ริคที่มิดเดิลสโบรห์ชี้ให้เห็นว่าเขาชอบใช้ระบบ 4-2-3-1 ที่เวลาโจมตีจะเปลี่ยนเป็น 3-2-5 โดยใช้ฟูลแบ็คหนึ่งคนเติมเกม อีกคนหุบเข้าด้านในเพื่อสร้างสมดุล ระหว่างรับจะถอยเป็น 4-4-2 ที่แน่นและระยะห่างสั้น
แม้คาร์ริคอาจอยากให้ยูไนเต็ดเล่นบอลบุกมากขึ้นในอนาคต แต่ในดาร์บี้นี้คาดว่าจะยังคงใช้แผนเล่นรับและสวนกลับที่เคยได้ผลในอดีตเพื่อความแน่นอน
ผู้เล่นสำคัญของแต่ละทีมในเกมนี้
ตัวคีย์แมนของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
หลายครั้งชื่อแรกที่ถูกพูดถึงคือ บรูโน่ แฟร์นันเดส จอมสร้างสรรค์เกม แต่เกมนี้อาจขึ้นอยู่กับ กาเซมิโร่ เป็นอย่างมาก การมีหรือขาดเขาทำให้คุณภาพเกมของยูไนเต็ดแตกต่างชัดเจน
กาเซมิโร่สามารถ
-
ตัดเกมได้หนักแน่น
-
เปลี่ยนจากรับเป็นรุกด้วยบอลยาวไปด้านข้าง
-
มีประโยชน์ในลูกตั้งเตะทั้งรุกและรับ
ผลงานในช่วงที่เหลือของฤดูกาลจะขึ้นอยู่กับความฟิตและจำนวนเกมของทั้ง บรuno และ กาเซมิโร่

ตัวคีย์แมนของแมนเชสเตอร์ ซิตี้
สองชื่อที่มีผลมากที่สุดคือ โรดรี้ และ แบร์นาร์โด ซิลวา หากโรดรี้พร้อมลงสนาม ความแข็งแกร่งแดนกลางและการจ่ายบอลทะลุไลน์จะทำให้เกมของซิตี้ไหลลื่นและครองบอลได้มากขึ้น
ขณะที่แบร์นาร์โดมีความเข้าใจจังหวะเกมใหญ่และสามารถสร้างความสมดุลระหว่างรุกและรับได้ดี
แม้ เออร์ลิง ฮาแลนด์ จะเป็นตัวจบสกอร์ที่น่ากลัว และดาวรุ่งอย่าง แม็กซ์ อัลลีน อาจสร้างโมเมนต์สำคัญ แต่รูปแบบเกมจะเริ่มจากสองมิดฟิลด์ตัวหลักนี้
ผู้เล่นฝั่งตรงข้ามที่เป็นภัยคุกคาม
ฝั่งที่ซิตี้ต้องจับตา: ปีกรวดเร็วและเกมสวนกลับ
ฟอร์มล่าสุดของซิตี้กับนิวคาสเซิลแสดงให้เห็นความอันตรายของ เซเมนโย และ โดกู ในการเผชิญหน้ากับฟูลแบ็คของยูไนเต็ด เช่น ดิโอโก ดาโลต์ ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนเกมได้
ฝั่งที่ยูไนเต็ดต้องจับตา: บรูโน่ และ แรชฟอร์ด
แม้ มาร์คัส แรชฟอร์ด จะสร้างปัญหาให้ซิตี้บ่อยครั้งด้วยความเร็วและการจบสกอร์ แต่ตัวปั้นเกมสำคัญคือ บรูโน่ แฟร์นันเดส ที่คอยแทงทะลุไลน์ให้ตัววิ่งสปีดไปด้านหลังแนวรับ ซึ่งเป็นอาวุธหลักของยูไนเต็ดในดาร์บี้ยุคหลัง
การคาดการณ์ผลการแข่งขัน
แม้ผลลัพธ์จะยากต่อการคาดเดา แต่หลายฝ่ายมองว่า
-
ยูไนเต็ดมีโอกาสชนะผ่านเกมสวนกลับแบบเซอร์ไพรส์
-
ซิตี้จะได้เปรียบหากโรดรี้ฟิตและควบคุมแดนกลางได้ดี
คะแนนที่คาดการณ์ (โมเดลสมมุติบนพื้นฐานข้อมูลแท็กติก):
-
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-1 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (โอกาสสวนกลับ + ลูกตั้งเตะ)
หรือ -
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-1 หากควบคุมบอลและกดดันต่อเนื่อง