เชลซี พบ อาร์เซนอล คาราบาวคัพ 2-3 – กยอเกเรส แจ้งเกิด? กานาร์โช่ ควรเป็นตัวจริงหรือไม่? โรเซนิเออร์ เปลี่ยนแท็คติกอะไร?
mammothouterwear.com – เชลซี พบ อาร์เซนอล คาราบาวคัพ การแข่งขันคาราบาว คัพ รอบรองชนะเลิศ เลกแรก ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ จบลงด้วยชัยชนะของ 3-2 ช่วยให้ทีมของ มิเกล อาร์เตต้า กุมความได้เปรียบก่อนกลับไปเตะเลกสองที่ลอนดอนเหนือ
อาร์เซนอลเริ่มเกมได้ดีอย่างชัดเจน และออกนำตั้งแต่นาทีที่ 7 จากลูกโหม่งของ เบน ไวท์ ที่แทบไม่มีคู่ประกบ หลังจากได้ลูกเตะมุมของ เดแคลน ไรซ์ ส่วนครึ่งแรกที่เหลือ แม้เชลซีจะมีโอกาสจากลูกยิงของ เอสเตวาโอ แต่ก็ยังถูก เกปา เซฟเอาไว้ได้
ครึ่งหลังเกมเริ่มมีความมันส์มากขึ้น อาร์เซนอลนำเป็น 2-0 จากจังหวะที่ วิคเตอร์ กยอเกเรส ยิงซ้ำหน้าประตูแบบไม่พลาดหลังเกิดความผิดพลาดของ โรเบิร์ต ซานเชซ จากนั้น เชลซีได้ประตูไล่มา 2-1 จาก อเลฮานโดร กานาร์โช่ ที่ถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรองเพียงไม่กี่นาที
แม้อาร์เซนอลจะบุกต่อและได้ประตู 3-1 จากการยิงของ มาร์ติน ซูบิเมนดี้ ที่มาจากการแอสซิสต์ในเขตโทษของ กยอเกเรส แต่เชลซียังไม่ยอมแพ้ และได้ประตู 3-2 จากกานาร์โช่อีกครั้งหลัง เกปา ออกมาตัดบอลพลาด ทำให้เลกสองในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ กลายเป็นเกมที่น่าจับตามองอย่างมาก
บทเรียนสำคัญช่วงแรกสำหรับ โรเซนิเออร์
เลียม โรเซนิเออร์ ได้เรียนรู้อย่างรวดเร็วว่างานในตำแหน่งกุนซือเชลซีนั้นยากเพียงใด แต่สิ่งหนึ่งที่เขาเห็นคือ “จิตใจนักสู้ของทีม”
เชลซีเพิ่งเอาชนะ ชาร์ลตัน 5-1 ในเอฟเอ คัพ ทำให้แฟนบอลบางส่วนคาดหวัง แต่เมื่อเจอกับคู่แข่งระดับท็อปอย่างอาร์เซนอล ความจริงก็ปรากฏออกมาว่าเชลซียังมีงานต้องแก้ไขอีกเยอะ โดยเฉพาะการเสียสองประตูง่ายๆ
ตลอดเกม โรเซนิเออร์ได้ยินเสียงแฟนอาร์เซนอลร้องเชียร์และล้อเลียนจากฝั่งทีมเยือน ส่วนแฟนเชลซีเองค่อนข้างเงียบไปมาก ก่อนจะเริ่มมีเสียงขึ้นมาเมื่อ กานาร์โช่ ยิงไล่มาเป็น 2-1 และ 3-2
เชลซีไม่มีผู้เล่นสำคัญอย่าง โคล พัลเมอร์, รีซ เจมส์, มอยเซส ไกเซโด้, เลียม เดอแลป และ มาล็อค กุสโต ทำให้ภาระยิ่งหนักกว่าเดิม
แม้จะพ่ายแพ้ในบ้าน แต่นี่คือจุดเริ่มต้นที่ยังมี “สิ่งให้ต่อยอด” สำหรับโค้ชใหม่
คืนที่สุดยอดของ กยอเกเรส และ อาร์เซนอล?
มิเกล อาร์เตต้า ย่อมผิดหวังที่ทีมเสียสองประตู ทั้งที่นำถึง 2-0 และ 3-1 หากจบด้วยผลต่างสองประตู อาร์เซนอลจะได้เปรียบมากในเลกสอง
แต่ถึงอย่างไร รูปแบบการเล่นบุกของอาร์เซนอลยังดูมีพลัง โดยเฉพาะจาก 3 ประเด็นสำคัญคือ:
1. กยอเกเรส แผลงฤทธิ์
กยอเกเรส ยิง 1 จ่าย 1 และสร้างปัญหาให้แนวรับเชลซีตลอด
ประตูที่ทำได้ง่าย แต่การแอสซิสต์ให้ซูบิเมนดี้ แสดงให้เห็นถึงความฉลาดในกรอบเขตโทษ
2. ตัวเลือกแนวรุกที่เพิ่มขึ้น
การส่ง กาเบรียล เฮซุส กับ ไค ฮาแวร์ตซ์ ลงเล่นพร้อมกัน คือสัญญาณว่าทีมมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
3. ความจริงจังกับถ้วยนี้
อาร์เซนอลไม่ชูถ้วยใหญ่เลยตั้งแต่ FA Cup ปี 2020 ทำให้ถ้วยใบนี้กลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ
กานาร์โช่ “ซูเปอร์ซับ” ที่สมบูรณ์แบบ

การย้ายจากแมนยูมาสู่เชลซียังไม่ง่ายนักสำหรับ กานาร์โช่ ก่อนเกมนี้เขามีเพียง 4 ประตู แต่เกมนี้เขาทำได้ 2 ประตูในเวลาไม่นาน
จุดเด่นคือ:
-
จบสกอร์เฉียบขาด
-
อ่านจังหวะเข้าทำได้เยี่ยม
-
เพิ่มพลังให้เกมรุกทันทีที่ลงสนาม
สิ่งนี้ทำให้แฟนเชลซีเริ่มถามว่า:
“เขาควรได้เป็นตัวจริงตั้งแต่แรกหรือไม่?”
คืนที่ไม่น่าจดจำของ โรเบิร์ต ซานเชซ
หนึ่งในปัจจัยความพ่ายแพ้คือความผิดพลาดของซานเชซที่ทำให้เสีย 2 ประตูแรก:
-
ออกมาชกบอลพลาดจากเตะมุมของไรซ์ → โดน เบน ไวท์ โหม่งเข้า
-
รับบอลจากครอสของไวท์หลุดมือ → กยอเกเรสยิงง่ายๆ
แม้โรเซนิเออร์จะปกป้องลูกทีมหลังเกม แต่ความผิดพลาดก็ส่งผลชัดเจน
แท็คติกใหม่ของ โรเซนิเออร์ มีอะไรบ้าง?
โรเซนิเออร์มีเวลาเตรียมทีมเพียง 2 วัน แต่พยายามวางโครงสร้างที่ชัดเจน เช่น:
– ปรับจาก 4-2-3-1 เป็น 3-4-3 ตอนครองบอล
เพื่อสร้างมิดฟิลด์ “Box Midfield” แบบที่สตราสบูร์กเคยใช้
– ยังคงมีปัญหาลูกตั้งเตะ
การปล่อยให้ไวท์โหม่งง่ายๆ คือภาพสะท้อนชัดเจน
– เกมรับยังรั่ว
เชลซีไม่คลีนชีตมาแล้ว 8 นัดติดต่อกัน
สรุป
แม้เชลซีจะแพ้ในบ้าน แต่ภาพรวมยังไม่สิ้นหวัง กานาร์โช่ทำให้ทีมกลับมามีชีวิต ส่วนอาร์เซนอลแสดงให้เห็นความพร้อมสำหรับถ้วยแชมป์
เลกสองวันที่ 3 กุมภาพันธ์ จะเป็นเกมที่น่าดูอย่างยิ่ง เพราะ ทุกอย่างยังเปิดกว้าง