เจอร์เกน คล็อปป์ RedBull Football หลังวางมือจากสนาม: บทบาทใหม่ในโลกฟุตบอลที่หลายคนคาดไม่ถึง
mammothouterwear.com – เจอร์เกน คล็อปป์ RedBull Football คือหนึ่งในกุนซือที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในยุคปัจจุบัน ทั้งการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกและยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกกับลิเวอร์พูล รวมถึงการสร้างชื่อกับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ แต่หลังอำลาถิ่นแอนฟิลด์ในปี 2024 หลายคนตั้งคำถามว่า ชายคนนี้ทำอะไรอยู่?
วันนี้ คล็อปป์ไม่ใช่โค้ชข้างสนามอีกต่อไป แต่กลายเป็นบุคคลสำคัญของเครือ Red Bull Football Group ในฐานะ Head of Global Soccer บทบาทใหม่ที่ทั้งกว้างใหญ่ ซับซ้อน และท้าทายกว่าที่ใครจะคาดคิด
คล็อปป์ในบทบาทใหม่: ไม่ใช่โค้ช แต่เป็นผู้กำหนดทิศทางฟุตบอลระดับโลก
คล็อปป์ให้สัมภาษณ์ในสำนักงานใหญ่ของ RB Leipzig พร้อมรอยยิ้มประจำตัวว่า:
“ผมคือเจอร์เก้น คล็อปป์ แต่ตอนเริ่มงานผมเองยังไม่รู้เลยว่ามันหมายถึงอะไร”
ไม่ใช่เจ้าของทีม, ไม่ใช่โค้ชชี้นิ้วสั่ง
หลายคนเข้าใจผิดว่าเขาจะมาเป็นเงาของโค้ชคนอื่น แต่คล็อปป์ยืนยันชัดเจนว่าไม่ใช่แบบนั้น
“ผมไม่ใช่คนเลือก 11 ตัวจริงแทนโค้ช และไม่ใช่คนคอยสร้างความกดดันให้พวกเขา”
หน้าที่ของเขาคือ ที่ปรึกษาที่มีอำนาจ (Advisory role with power) คอยช่วยทีมในเครือทั้ง RB Leipzig, New York Red Bulls, Red Bull Bragantino และ RB Omiya Ardija ให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน
Red Bull Football คืออะไร และคล็อปป์ทำอะไรที่นี่?
หลายคนไม่รู้ว่า Red Bull มีเครือข่ายลูกหนังระดับโลก ครอบคลุมหลายประเทศและหลายลีก
เครือทีมฟุตบอลในเครือ Red Bull ได้แก่:
-
RB Leipzig (เยอรมนี)
-
New York Red Bulls (สหรัฐฯ)
-
Red Bull Bragantino (บราซิล)
-
RB Omiya Ardija (ญี่ปุ่น)
พร้อมทั้งถือหุ้นสโมสรอื่น เช่น Paris FC และ Leeds United อีกด้วย
บทบาทแรกของคล็อปป์: เดินทางทั่วโลกเพื่อ “เรียนรู้”
เขาเปิดเผยว่า 6 เดือนแรกแทบไม่ได้หยุดพัก
“ผมต้องไปรู้จักทุกคนให้มากพอ เพราะการเป็นผู้นำองค์กรฟุตบอลหลายสโมสร คุณต้องรู้ว่าคุณกำลังทำงานกับใคร”
ตรงนี้สะท้อนว่าคล็อปป์ยังคงเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับ ผู้คน (People) มากกว่า อำนาจ (Power)
จากข้างสนามสู่ห้องประชุม: อิทธิพลของคล็อปป์ยังทรงพลัง
สร้างความเชื่อมั่นในการซื้อขายนักเตะ
หนึ่งในจุดแข็งของเครือ Red Bull คือการค้นหาและปั้นดาวรุ่ง เช่น ซาดิโอ มาเน่, เออร์ลิง ฮาแลนด์, โดมินิก โซบอสซ์ไล
คล็อปป์จึงกลายเป็นส่วนสำคัญในการโน้มน้าวนักเตะ
มาร์เซล เชเฟอร์ ผอ.กีฬา RB Leipzig กล่าวว่า:
“ถ้าคล็อปป์อยู่ในห้องด้วย ผู้เล่นและครอบครัวจะรู้สึกถึงวิสัยทัศน์ทันที”
กรณีของ โยฮัน บากายาโก้ ก็เคยเล่าว่า คล็อปป์ไม่ได้มาชวนเขาย้ายทีมด้วยซ้ำ แต่คุยเรื่องฟุตบอลล้วน ๆ จนทำให้เขาประทับใจ

ปรับปรุงเกม เปลี่ยนรูปแบบการเล่น และมองหา “โค้ชรุ่นใหม่”
เปลี่ยนสไตล์ฟุตบอลในเครือ Red Bull
ปกติ Red Bull เน้นแผน 4-2-2-2 แต่เมื่อคล็อปป์เข้ามามีอิทธิพล จึงขยับไปสู่ 4-3-3 ที่เขาใช้กับลิเวอร์พูล เพื่อดึงศักยภาพผู้เล่นริมเส้น
คล็อปป์: “ผมอยากเป็นคนที่ผมไม่เคยมี”
ส่วนที่น่าสนใจที่สุดคือบทบาทที่เกี่ยวกับโค้ช
เขาบอกว่า:
“เวลาเป็นโค้ช คุณต้องตัดสินใจคนเดียว และมันเหงามาก ผมอยากเป็นคนที่คอยอยู่ตรงนั้นให้กับโค้ชคนอื่น”
นี่ทำให้คล็อปป์กลายเป็น “เมนเทอร์” ของโค้ชในเครือ Red Bull
ภารกิจใหม่: ล่าตัวโค้ชรุ่นอนาคต
เขาคาดว่าในอีก 2 ปี Red Bull อาจต้องใช้โค้ชใหม่ 4-6 คน จากการเติบโตและย้ายทีม
ดังนั้นจึงเริ่มทำสิ่งที่วงการเพิ่งเริ่มสนใจ คือ การสเก๊าท์โค้ช (Coach Scouting)
“โค้ชที่เก่งที่สุดในอนาคตอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลก และเราต้องหาพวกเขาให้เจอ”
จะกลับมาคุมทีมอีกไหม? คล็อปป์ตอบเองแบบชัดเจน
แม้อายุเพียง 58 ปี และยังหนุ่มกว่ากุนซือระดับโลกหลายคน เสียงเรียกร้องให้คล็อปป์กลับมาคุมทีมยังดังอยู่เสมอ
หลัง เรอัล มาดริด ปลด ชาบี อลอนโซ่ ชื่อของคล็อปป์ก็ถูกโยงทันที
แต่เจ้าตัวตอบชัด:
“มันไม่ได้กระตุ้นอะไรในตัวผมเลย ผมอยู่ในจุดที่สงบกับชีวิตและไม่อยากไปอยู่ที่อื่น”
สรุป: จากกุนซือข้างสนาม สู่ผู้นำเครือฟุตบอลระดับโลก
เจอร์เก้น คล็อปป์พิสูจน์ให้เห็นว่า ชีวิตหลังการคุมทีมไม่ได้มีแค่การพักผ่อนหรือรับงานทีวี แต่เขาเลือกเส้นทางใหม่ที่ยังคงสร้างอิทธิพลต่อวงการฟุตบอลในระดับโครงสร้าง
เขาอาจไม่อยู่ในสนามอีกต่อไป แต่แนวคิด ประสบการณ์ และคาแรกเตอร์ของเขายังคงขับเคลื่อนวงการลูกหนังอย่างทรงพลัง
“หนึ่งปี แต่เหมือนได้ประสบการณ์ห้าปี” — คล็อปป์กล่าวปิดท้ายพร้อมเสียงหัวเราะ