วิเคราะห์แท็กติก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เล่นอย่างไร? การขึ้นเกมเร็ว การผสมเกมที่จัดจ้าน
mammothouterwear.com – วิเคราะห์แท็กติก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ในกลุ่ม ‘บิ๊กซิกซ์’ ของพรีเมียร์ลีก เพื่อดูว่าทีมใหญ่พัฒนาไปในทิศทางใด ปัญหาที่ต้องแก้มีอะไร และองค์ประกอบใดที่เปลี่ยนไปในฤดูกาลล่าสุด
ในช่วงที่ผ่านมา แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เก็บได้ 21 คะแนนจาก 27 เกมลีกล่าสุด ซึ่งเป็นฟอร์มที่ดีมากเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในฤดูกาลก่อน แต่ความคาดหวังที่สูงจากการทำงานของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ตลอดกว่า 9 ปี ทำให้แฟนบอลรู้สึกผิดหวังเมื่อซิตี้สะดุดเสมอ 3 นัดติด และถูก อาร์เซน่อล ทิ้งห่างในตารางคะแนน 6 แต้ม รวมถึงมีปัญหาอาการบาดเจ็บของ โยสโก้ กวาร์ดิโอล และ รูเบน ดิอาส ช่วงโปรแกรมหนักกว่า 4 รายการภายในเวลา 30 วัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองภาพรวมแล้ว ซิตี้ยังคงมีลุ้นในทุกรายการ และแทบทุกปัญหาที่เกิดขึ้นในฤดูกาลก่อนก็ถูกแก้ไขพอสมควร เมื่อเทียบผลกับคู่แข่งใน fixture เดิมของซีซั่นก่อน ทีมเก็บแต้มเพิ่มได้ถึง 10 แต้ม
การเข้ามาของ อองตวน เซเมนโย หนึ่งในผู้เล่นเกมรุกที่มีความอันตรายที่สุดในลีก ทำให้เกมรุกของซิตี้มีมิติมากขึ้น รวมถึงการมี รายาน แชร์กี, ฟิล โฟเด้น, เจเรมี โดคู และ เออร์ลิง ฮาแลนด์ ทำให้ซิตี้มีคุณภาพพอจะเจาะทุกแนวรับ หากสามารถเปลี่ยนโอกาสเป็นสกอร์ได้อย่างต่อเนื่อง
แต่รูปแบบการเล่นของซิตี้กำลังเปลี่ยนไป พวกเขามีเกมที่แลกหมัดมากขึ้น ใช้พลังงานมากขึ้น และอาศัยคุณภาพเฉพาะตัวของผู้เล่นมากกว่าโมเดลคอนโทรลเกมแบบเดิม เพื่อรับกับพรีเมียร์ลีกยุคทรานซิชันที่รวดเร็วขึ้น
การขึ้นเกมที่กว้างขึ้น และการวางบอลแบบไดเร็กต์มากขึ้น
หนึ่งในนวัตกรรมของ เป๊ป คือ การดันฟูลแบ็กเข้ามาเล่นเป็นมิดฟิลด์เมื่อทีมครองบอล เพื่อควบคุมพื้นที่กลางสนาม แม้รูปแบบนี้ทำให้ซิตี้เสียพื้นที่ด้านข้าง และไม่มีความลึกจากการโอเวอร์แลป แต่ก็ช่วยให้ทีมสามารถครองบอลและวางเกมในพื้นที่สุดท้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม หลังเกมกับบอร์นมัธในศึกเอฟเอ คัพ เมื่อเมษายนที่ผ่านมา เป๊ป พบว่าการใช้ นิโก โอไรลลี่ เป็นฟูลแบ็กที่ให้ความเร็วและพลังวิ่งด้านข้างช่วยให้ทีมเจาะพื้นที่กว้างได้ดีขึ้น โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับทีมที่กล้าบีบสูง ส่วน มาธิอุส นูเนส ก็มีบทบาทในฝั่งตรงข้าม ทำให้ฟูลแบ็กทั้งสองกลายเป็นทางหนีความกดดัน และเป็นตัวดึงความกว้างของสนาม
พรีเมียร์ลีกในยุคนี้มีความแข็งแกร่งด้านสรีระ และทีมส่วนใหญ่สามารถปิดการขึ้นเกมตรงกลางของซิตี้ได้ดี แต่การให้พื้นที่ด้านข้างกลับทำให้ซิตี้ได้ช่องว่างเพิ่มขึ้น เมื่อเจอกับน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ซิตี้เลือกโยนบอลไดเร็กต์แบบทแยงไปยังฟูลแบ็กที่ยืนกว้างเพื่อหลีกเลี่ยงแดนกลาง
รูปแบบใหม่นี้ยังมีความเสี่ยงในการโดนสวนกลับ แต่ด้วยพลังป้องกันของผู้เล่นใหม่อย่าง ทิจจานี่ ไรน์เดอร์ส รวมถึงความเร็วของโอไรลลี่และนูเนส ทำให้ทีมรับมือกับทรานซิชันได้ดีขึ้น
ปัญหาคือ เมื่อเกมกลายเป็นเกมเปิดหน้า ซิตี้ต้องการความเฉียบคมสูง หากเกมไหนยิงไม่ได้ก็อาจจบลงด้วยผลเสมอ เช่นเกมกับ ซันเดอร์แลนด์, เชลซี และ ไบรท์ตัน ซึ่งเต็มไปด้วยโอกาสที่พลาดไป
แต่ เป๊ป เชื่อว่าฮาแลนด์จะไม่พลาดบ่อย และการเสริม เซเมนโย จะทำให้ซิตี้มีตัวเลือกสวนกลับที่ทรงพลังยิ่งขึ้น
การเล่นแบบผสมบอลเร็ว และการใช้พื้นที่แคบ
เมื่อฟูลแบ็กเติมสูงและกว้าง คู่แข่งจะต้องสไลด์เกมป้องกันออกไปตามความกว้างของสนาม ส่งผลให้เกิดช่องว่างในแดนกลางมากขึ้น ซิตี้จึงแก้เกมด้วยการให้ผู้เล่นเทคนิคสูงอย่าง โฟเด้น, แชร์กี และโดคู ถอยต่ำเพื่อรับบอลและผสานงานแบบเร็ว
กวาร์ดิโอลา พูดถึง “พื้นที่แคบ” ของโฟเด้นหลายครั้ง ว่าเขาคือหนึ่งในผู้เล่นที่รับบอลในสถานการณ์บีบได้ดีที่สุด ในอดีตพื้นที่แคบของโฟเด้นมักอยู่ใกล้กรอบเขตโทษ เพราะคู่แข่งถอยลึกเมื่อเจอการครองบอลของซิตี้ แต่ตอนนี้คู่แข่งกล้าบีบสูง ทำให้พื้นที่แคบย้ายมาอยู่ในแดนกลาง
ผลลัพธ์คือ ซิตี้มีการหมุนตัวและส่งบอลหนึ่งจังหวะมากขึ้น และปล่อยให้ผู้เล่นใช้ “สัญชาตญาณ” มากขึ้น ต่างจากรูปแบบแผนและตำแหน่งแข็งแบบฤดูกาลก่อน ตัวอย่างเช่นประตูของฮาแลนด์ที่ยิงใส่บอร์นมัธ ซึ่งเกิดจากบอลสามจังหวะที่ทะลุเพรสสูงอย่างสมบูรณ์แบบ

ปัญหาความล้าและอาการบาดเจ็บ — ซิตี้รักษาระดับได้หรือไม่?
แม้ซิตี้จะรับมือกับเกมเร็วได้ดีขึ้น แต่ความล้ากลับกลายเป็นปัญหาที่เริ่มชัดเจนจากข้อมูล Stat ของ SkillCorner ที่ระบุว่าซิตี้วิ่งในระดับสปีดสูงเพิ่มขึ้นกว่า 18% ต่อ 60 นาทีของเวลาเกมจริง โดยผู้เล่นหลัก 7 คนลงเล่นมากกว่า 80% ของเวลาทั้งหมดในทุกถ้วย นับตั้งแต่ช่วงเบรกทีมชาติเดือนพฤศจิกายน
จำนวนผู้เล่นในทีมที่จำกัด บวกกับอาการบาดเจ็บของ ดิอาส, กวาร์ดิโอล, จอห์น สโตนส์, โควาชิช และโรดรี ทำให้ภาระงานตกหนักที่กองกลางและกองหลัง ส่งผลให้ซิตี้เสียโอกาสและคุณภาพเกมหลังนาที 60 อย่างเห็นได้ชัด
ปรากฏการณ์นี้ชัดมากในการพบกับเชลซีและไบรท์ตัน รวมถึงในเกมที่เกือบปล่อยให้ฟูแล่มไล่ตามจาก 1-5 เหลือเฉียดเสมอช่วงท้าย แม้ xG จะจัดว่าซิตี้เป็นทีมเกมรับที่แข็งแกร่งที่สุดอันดับ 2 ในครึ่งแรกของเกมลีก แต่กลับร่วงลงไปอันดับ 11 ในครึ่งหลัง
สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามว่า ซิตี้สามารถเล่นฟุตบอลแบบ “แลกหมัด” ได้ยาวจนจบฤดูกาลหรือไม่
สรุป — ความสามารถเฉพาะตัวมากขึ้น แต่ความยั่งยืนคือคำถามใหญ่
ซิตี้สามารถกลับมาชนะเกมต่อเนื่องได้จากคุณภาพเฉพาะตัวของผู้เล่นในเกมที่เปิดหน้าใส่กัน แต่ความล้าจากจำนวนการแข่งขัน การบีบของลีก และตัวเลือกในทีมที่จำกัด ทำให้เกิดสัญญาณของความเปราะบางช่วงท้ายเกม
หากถามว่า “ซิตี้ยังอยู่ในการลุ้นแชมป์ไหม?” คำตอบคือ “ใช่แน่นอน” แต่หากถามว่า “รูปแบบนี้ยั่งยืนไหม?” นี่คือสิ่งที่ยังต้องจับตาในครึ่งหลังของฤดูกาล